วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความสัมพันธ์ของการตั้งถิ่นฐานกับสภาพแวดล้อม

ความสัมพันธ์ของการตั้งถิ่นฐานกับสภาพแวดล้อม 
          เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มนุษย์จะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม  สร้างบ้านเรือนแหล่งที่อยู่อาศัย  ทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ มีกิจกรรมร่วมกัน และมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อเลือกสถานที่ที่จะตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยแล้ว  มนุษย์ก็เริ่มจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการดำรงชีพ  สิ่งแวดล้อมดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
                    ๑) สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ได้แก่  อากาศ  แม่น้ำ ลำคลอง  ทะเลสาบ มหาสมุทร พื้นดิน แร่ธาตุ ภูเขา ป่าไม้ และสัตว์ป่า เป็นต้น
                    ๒) สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น  ได้แก่ บ้านเรือน  โรงเรียน ถนน   รถยนต์   เขื่อนกักเก็บน้ำ  เป็นต้น  รวมตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจและสังคมด้วย
          สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นถิ่นฐานมนุษย์   โดยมีขนบธรรมเนียม ประเพณีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น   และข้อจำกัดทางธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์ และเป็นหลักสำหรับการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างผาสุก และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
          มนุษย์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งแวดล้อม  ดังนั้น การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่เราเรียกกันว่าระบบนิเวศ   ผลกระทบนั้นเป็นไปได้ทั้งในทางทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น  หรือในทางทำลายให้เลวลง  แต่ถ้าเราไม่มีการวางแผนเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานแล้ว  ย่อมทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมลง การตั้งถิ่นฐานที่ขาดการควบคุมย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ก็เป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการที่เรามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขยายการก่อสร้างปัจจัยพื้น ฐาน เช่น ถนน เขื่อนสนามบิน ท่าเรือ เป็นต้น การที่เราเร่งผลิตสินค้าและบริการให้ทันกับความต้องการของถิ่นฐานที่ขยายใหญ่ขึ้น เหล่านี้ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก จากกระบวนการพัฒนาและการผลิตนี้เอง ทำให้มีของเสียเหลือทิ้งออกมาในรูปต่าง ๆ เจือปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ความสมดุลของธรรมชาติเสียไป
          เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลายและมีของเสียปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก  สิ่งแวดล้อมก็จะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและอาจจะรุนแรงถึงขั้นเป็นพิษเป็นภัยได้ การที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและเป็นพิษ จะมีผลโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของมนุษย์ อีกทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้งและไม่ระมัดระวัง   จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่านั้น  แต่ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรูปปัญหาทางสังคมอีก  ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี มีคุณภาพเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน 
          การตั้งถิ่นฐาน เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว จึงเกิดการรวมกลุ่มเพื่อตั้งบ้านเรือนและจัดการกับสิ่งรอบตัวให้เหมาะกับการดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานนั้น ๆ ดังนี้

          ก. ปัจจัยทางกายภาพ แบ่งได้เป็น
                    ๑) โครงสร้างและระดับความสูงของพื้นที่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา   เนื่องจากลักษณะพื้นที่กว้างขวางราบเรียบทำให้สามารถเพาะปลูกได้สะดวก  และเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้หลายชนิดมากกว่า สำหรับพื้นที่สูงหรือทุรกันดารซึ่งเข้าถึงลำบากนั้น   มีเหตุจูงใจให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง  เช่น เพื่อความปลอดภัยจากการรุกราน หรือหากจำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานตามภูเขาก็มักจะเลือกอยู่อาศัยในลาดเขาด้านที่เหมาะสม
                    ๒) อากาศ   อากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะดินและพืช สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือน  ที่อยู่อาศัย และวิถีการดำรงชีวิตจากแผนที่แสดงการกระจายตัวประชากรจะเห็นได้ว่า   ประชาชนจะอยู่กันหนาแน่นในเขตที่มีอากาศเหมาะสม   ส่วนบริเวณที่มีอากาศปรวนแปรจะมีประชาชนเบาบาง หรือปราศจากผู้อยู่อาศัย
          นอกจากอุณหภูมิแล้ว  ความชื้นของอากาศก็มีความสำคัญ ในแถบศูนย์สูตรที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นจะทำให้เหนื่อยง่าย  มีเหงื่อมาก ไม่สบายตัว ในเขตอากาศเย็นกว่าแถบละติจูดกลาง  อุณหภูมิเย็นพอเหมาะ ทำให้การตั้งถิ่นฐานหนาแน่น
                    ๓) น้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมาก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว  ในบางแห่งที่ขาดฝน อาจหาแหล่งน้ำอื่น ๆ มาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล
          ปัจจุบันมนุษย์สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำไปได้มาก  เช่น  การจัดการระบายน้ำของชาวดัตช์   ทำให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกไปในที่ลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลได้ สำหรับในประเทศไทยสามารถเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกริมทะเลด้วยการถมทะเล  หรือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตามภาคต่าง ๆ  สิ่งเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงพื้นที่ชนบทให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างกว้างขวาง

          ข. ปัจจัยทางวัฒนธรรม
          การที่มนุษย์ครอบครองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน  ณ  ที่ใดที่หนึ่ง ย่อมมีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ  รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกัน และระหว่างถิ่นฐานต่าง ๆ
          วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปในถิ่นฐานแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น
                    ๑) ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด ถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป กลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีภาษาของตนเอง   จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  เช่น  การห้ามใช้ภาษาต่างประเทศ เป็นวิธีที่จะให้ประชาชนหันมาสนใจและรักประเทศของตน  ภูมิใจในชาติของตน รวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนยิ่งขึ้น
                    ๒) ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น  วัด โบสถ์  และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆทางศาสนา จะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน  แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ
                    ๓) การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน  เช่น  กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กฎหมายเกี่ยวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น

           ค. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
          การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี  ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ได้แก่
                    ๑) การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพาะปลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และการตั้งถิ่นฐานแบบถาวนี้ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก  ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอย เป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน  เมื่อดำเนินไปหลายปีจะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง  และต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดูแลบำรุงดินที่ดีกว่า   ทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้
                    ๒) การเลี้ยงสัตว์  แบ่งเป็น  ๓ ประเภทคือ การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งาน และไว้ขาย ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
                    ๓) อุตสาหกรรม เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์  เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ในเนื้อที่น้อย ต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต  มีการใช้แรงงาน ตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง  ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง 

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์


มนุษย์ชอบอยู่รอบกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยกันและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ร่วมตัวกันก็คือ การใช้ภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกันมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่คล้ายกัน
ในอดีตการรวมตัวเป็นกลุ่มของมนุษย์เพื่อตั้งถิ่นฐานและสร้างบ้านเรือนนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ บางกลุ่มจะเลือกตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่เป็นป่า บางกลุ่มจะเลือกพื้นที่ใกล้แม่น้ำหรือทะเล บางกลุ่มจะเลือกพื้นที่บนภูเขา
มนุษย์ส่วนใหญ่จะเลือกตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีแหล่งน้ำและดินที่อุดมสมบูรณ์ หรือกล่าวโดยสรุปว่า การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอดีตนั้น แต่ละกลุ่มจะพิจารณาเลือกพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การดำรงชีพ ที่ใดมีผลิตผลตามธรรมชาติอย่างเพียงพอ มีสภาพอากาศดี มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมมีน้ำกินน้ำใช้สมบูรณ์ มนุษย์จะตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยกันหนาแน่นมากกว่าในพื้นที่ที่เย็นจัด
ร้อนจัด หรือมีสภาพอากาศที่รุนแรงซึ่งจะมีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนน้อย หรือไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย
การตั้งถิ่นฐานที่มนุษย์ต้องอาศัยผลิตผลจากธรรมชาตินั้น เป็นการตั้งถิ่นฐานที่ไม่ถาวะ เพราะเมื่อใดที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถให้ผลิตผลเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว มนุษย์จะอพยพย้ายถิ่นฐานเดิมไปหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า

ต่อมามนุษย์มีความรู้มากขึ้นจึงสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้หลายอย่าง เพื่อให้การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การสร้างบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และเครื่องทุ่นแรงต่าง

การที่มนุษย์มารวมกันเป็นกลุ่มเพื่อตั้งถิ่นฐานนั้น เมื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นๆ จะมีผลกระทบต่อส่งิแวดล้อมตามธรรมชาติ ถ้าหากมนุษย์รู้จักแต่จะ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพ และไม่สนใจในการบำรุงดูแลรักษาจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีแต่ความเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ซึ่งจะมีผลต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตรคือให้ผลิตผลไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพคนจำนวนมาก

ดังนั้นความคิดในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในปัจจุบันจึงแตกต่างจากในอดีตที่พิจารณาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่านั้น มาเป็นการพิจารณาว่าในที่ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นในชนบท หรือในเมือง ที่สามารถประกอบอาชีพมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว มนุษย์จะไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ ณ ที่นั้น
เช่น ตามชานเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรม จะมีการรวมกลุ่มคนเป็นจำนวนมากเกิดเป็นชุมชนใหม่ขึ้น การตั้งถิ่นฐานในเมืองก็เช่นกัน มนุษย์จะเลือกที่อยู่อาศัย หรือสร้างบ้านเรือนในบริเวณที่ใกล้สถานที่ที่จะประกอบอาชีพถ้าสามารถเลือกได้ ดังนั้นถ้าหากไม่มีการวางแผนการเติบโตของเมืองเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตได้ เช่น ปัญหามลพิษต่างๆ ปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น

ส่วนการตั้งถิ่นฐานในชนบทนั้น เนื่องจากชนบทมีพื้นที่กว้างขวางมาก การวางแผนทำได้ค่อนข้างยาก รัฐจึงได้จัดรูปแบบของการตั้งถิ่นฐานในชนบทเป็นหลายลักษณะ เช่น การจัดนิคมสร้างตนเอง การจัดปฎิรูปที่ดิน และการจัดหมู่บ้านสหกรณ์ เป็นต้น ประชาชนที่ไปรวมกลุ่มกันอยู่ในโครงการต่างๆ ที่ได้มีการวางแผนที่ดีตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะมีความสุขสบาย มีความสะดวกในการประกอบอาชีพ และจะไม่มีปัญหาใด ๆ ที่รุนแรงจนทำให้ต้งออพยพ ไปหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่กันอีกต่อไป




ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK17/chapter6/chap6.htm

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ภูมิศาสตร์ที่อยู่อาศัยและการเคห

      ประชากร : การตั้งถิ่นฐาน
-ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
-การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
-ประชากรเมือง
-การเพิ่มจำนวนของเมืองใหญ่
-ประชากรชนบท
-การย้ายถิ่นและการขยายตัวเขตชุมชนเมือง


ประชากรและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
-แหล่งตั้งถิ่นฐานทั้งขนาดใหญ่และเล็ก คือ ศูนย์รวมที่แสดงออกถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อม
-ในยุคนี้ ศูนย์รวมของการตั้งถิ่นฐานที่เรียกว่าเมืองกลายเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้าน   จำนวนที่เพิ่มมากขึ้น
-การกลายเป็นเมืองและวิถีชีวิตแบบเมืองเฟื่องฟู
-สาเหตุประการหนึ่งก็คือ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกประการก็คือ การย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง
-และที่สำคัญที่สุดก็คือประชากรได้รวมตัวกันในบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ เกิดเมืองใหญ่ชึ้นมาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป
-จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม นำไปสู่ปัญหาใหม่ คือ การขยายตัวของความเป็นเมืองและการลดถอยของความเป็นชนบท
-โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังก้าวไปสู่ชีวิตแบบเมืองมากขึ้น 
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า จะมีการปรับตัวและการแก้ไขปัญหาที่จะตามมาอย่างไร 


การเพิ่มประชากรโลกและการกระจาย
เมื่อประมาณ2000ปีที่ผ่านมาแล้ว ประชากรโลกมีเพียง300ล้านคน และต้องใช้เวลาถึง 1500ปีกว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ตั้งแต่สมัยปฎิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 1750จนถึงศตวรรษที่20
ปี1900จากนั้นอัตราการเพิ่มได้เร่งจังหวัดเป็น2เท่าตัว คือร้อยละ 1.5 ต่อปีจนถึง 1950  และในอีก 35 ปี  ต่อมาอัตราการเพิ่มกลับสูงขึ้น ร้อยละ1.9ต่อปีในปี1985 โลกมีประชากร4.8พันล้านคน


ประชากรเมือง
 ในอดีตนั้นประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ประมาณกันว่าในปี ค.ศ.1800 ประชากรโลกเพียร้อยละ3อาศัยอยู่ในเมืองขนาด 5000คนขึ้นไป แต่สภาพของเมืองเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับชนบทมากนัก  50ปีต่อมา มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่มีระดับความเป็นเมืองโดยสมบูรณ์   ปี1985 ประชากรเมืองมีอยู่ราวๆร้อยละ47   ถ้าเรานำข้อมูลประชากรเมืองมาเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา 


การเพิ่มจำนวนประชากรเมืองใหญ่
  ปี1980 มีมหานครขนาดยักษ์(Megalopolis) ขยายต่อเนื่องกับเมืองเล็กๆและเป็นผืนเดียวกัน   การขยายตัวของมหานครขนาดใหญ่ก่อให้เกิดรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ผิดแผก นั่นคือประชากรของเขตเมืองหนึ่งล้นเลยเขตเมืองออกไป  ต่อมาได้ถูกล้อมด้วยเมืองขนาดย่อมที่มีหน้าที่พิเศษต่างๆ  เช่น 
เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อการกระจายประชากรในชนบท  พื้นที่ว่างของมหานครใหญ่ๆได้กลายเป็นที่ตั้งของเมืองขนาดย่อมเป็นจำนวนมาก  โลกได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของเมือง จากเมืองที่มีประชากรเกินแสนคนเป็นตัวเมืองที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ จนกระทั้งก้าวไปสู่ระบบเมืองที่มีประชากรรวมกันเกิน 50ล้านคน   แหล่งการตั้งถิ่นฐานชุมชนเมืองมหึมา ย่อมนำไปสู่ปัญหาเรื่องการวางแผนและการบริหารพื้นที่ซับซ้อนขึ้นโดยประชากรเป็นตัวเร่งให้เมืองโตขึ้น


ประชากรชนบท  
  ทั่วโลกมีประชากรกระจายอยู่ตามชนบทแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์และปัจจัยอื่นๆและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแม้ว่าอัตราการเพิ่มจะต่ำลงกว่าประชากรเมืองก็ตาม ในประเทศอุสาหกรรมบางแห่งเริ่มไม่ค่อยมีความแตกต่างระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือ การวางแผนด้านที่อยู่อาศัย การตั้งถิ่นฐานแบบนี้ไม่ได้มีการควบคุมหรือดูแล จึงเป็นพื้นที่ที่รองรับอุบัติภัยทางธรรมชาติ และปัจจัยหลักก็คือการย้ายถิ่นประชากรและการเลือกทำเลที่ตั้งมากขึ้น   


สรุป  ประชากรเป็นตัวเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเมืองซึ่งเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยในอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

ปฏิบัติการที่ 6 SQL

h: จากข้อ'e'เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา และชั้น จากตารางนักเรียน(student) โดยมีเงือนไขคือเป็นนิสิตชั้นปีที่2" ให้ลองแปลข้อ'f' ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ   

SELECT studentid,Name, Advisor,Class,Hobby
FROM student 
WHERE Hobby LIKE'อ่าน*';
จะได้ดังภาพ


ให้เลือกให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้น และงานอดิเรก จากตารางนักเรียน(student)โดยมีเงือนไขคือ ตารางงานอดิเรกโดยมีคำว่าอ่านหนังสือ


i :ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์ทั้งหมดจากตารางรายวิชา(subject)"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit,Book,Teacher
FROM subject;
จะได้ตามภาพ

j:ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject)"

ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject;
จะได้ดังภาพ

k:ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ใฟ้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject) โดยมีเงือนไขคือเป็นรายวิชา 104111"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject
WHERE subjectid=104111;
จะได้ดังภาพ


l:ทดลอง
SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.Score,Register.Grade
FROM Register,student

WHERE (Register.Studentid=Student.Studentid AND Register.Studentid=4902)
แล้วเลือก Run Query

ตอบ
จะได้ดังภาพ




m:ทดลองปรับเป็น
SELECT student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name
FROM Register,Student,Subject
WHERE(Register.Studentid=student.Studentid AND 
Register.Studentid=4902) AND(Register.Subjectid=Subject.Subjectid)

ตอบ

จะได้ดังภาพ





n:ทดลองปรับเป็น 

SELECTstudent.Studentid,student.Name,Register.Score,
Register.Grade,Subject.Name 
FROM Register,student,Subject 
WHERE (Register.Studentid=student.Studentid) AND (Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111)
ตอบ
จะได้ดังภาพ









o:จากข้อ "m" เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะนิสิตรหัส 4902 เท่านั้น"ให้ลองแปล "n" ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ
"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงรหัสรายวิชา104111เท่านั้น"

p:ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(Student)การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111เท่านั้น และนิสิตอยู่ในชมรมภูมิศาสตร์เท่านั้น"

ตอบ
SELECT Student.Studentid,student.Name,Register.Score,
Register.Grade,Subject.Name ,student.Club
FROM Register,student,Subject 
WHERE Register.Studentid=student.Studentid AND Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111 AND student.Club='ภูมิศาสตร์';
จะได้ดังภาพ

















วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การสร้างโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล : ER-DIAGRAM

แหล่งอ้างอิง : http://itd.htc.ac.th/st_it50/it5016/nidz/Web_Analyse/unit10.html
การสร้างโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล : ER-DIAGRAM


แนวคิดเกี่ยวกับ ER-DIAGRAM 
ER-DIAGRAM ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานดังนี้
  • เอนทิตี้ (Entity) เป็นวัตถุ หรือสิ่งของที่เราสนใจในระบบงานนั้น ๆ
  • แอททริบิว (Attribute) เป็นคุณสมบัติของวัตถุที่เราสนใจ
  • ความสัมพันธ์ (Relationship) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้
เอนทิตี้ (Entity)
                เอนทิตี้  หมายถึง สิ่งของหรือวัตถุที่เราสนใจ ซึ่งอาจจับต้องได้และเป็นได้ทั้งนามธรรม โดยทั่วไป เอนทิตี้จะมีลักษณะที่แยกออกจากกันไป เช่น เอนทิตี้พนักงาน จะแยกออกเป็นของพนักงานเลย เอนทิตี้เงินเดือนของพนักงานคนหนึ่งก็อาจเป็นเอนทิตี้หนึ่งในระบบของโรงงาน 
โดยทั่วไปแล้ว เอนทิตี้จะมีกลุ่มที่บอกคุณสมบัติที่บอกลักษณะของเอนทิตี้ เช่น พนักงานมีรหัส ชื่อ นามสกุล และแผนก โดยจะมีค่าของคุณสมบัติบางกลุ่มที่ทำให้สามารถแยกเอนทิตี้ออกจากเอนทิตี้อื่นได้ เช่น รหัสพนักงานที่จะไม่มีพนักงานคนไหนใช้ซ้ำกันเลย เราเรียกค่าวของคุณสมบัติกลุ่มนี้ว่าเป็นคีย์ของเอนทิตี้
รูปสัญลักษณ์ของเอนทิตี้ คือ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวอย่างเช่น 

แอททริบิวท์ (Attribute)  
Attribute คือ คุณสมบัติของวัตถุหรือสิ่งของที่เราสนใจ โดยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเอนทิตี้ โดยคุณสมบัตินี้มีอยู่ในทุกเอนทิตี้ เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ แผนก เป็น Attribute ของเอนทิตี้พนักงาน
โดยทั่วไปแล้วโมเดลข้อมูล เรามักจะพบว่า Attribute มีลักษณะข้อมูลพื้นฐานอยู่โดยที่ไม่ต้องมีคำอธิบายมากมาย และ Attribute ก็ไม่สามารถอยู่แบบโดด ๆ ได้โดยที่ไม่มีเอนทิตี้หรือความสัมพันธ์
รูปสัญลักษณ์ของ Attribute คือ รูปวงรีโดยที่จะมีเส้นเชื่อมต่อกับเอนทิตี้ ตัวอย่างเช่น
ชนิดของ Attribute สามารถแบ่งออกได้หลายลักษณะดังนี้
Simple และ Composite
  • Simple Attribute คือ Attribute ที่ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อยได้เช่น รหัส
  • Composite Attribute คือ Attribute ที่สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อยได้เช่น ชื่อ อาจจะประกอบด้วยชื่อต้น และชื่อสกุล เป็นต้น โดยยกตัวอย่างเช่น
Single – valued และ Multi – valued attribute
  • Single – valued คือ ค่าของเอนทิตี้ที่สามารถมีได้แค่ค่าเดียว เช่น วันเกิด สำหรับพนักงานแล้วสามารถมีได้เพียงค่าเดียว จึงให้สัญลักษณ์ของ Attribute ปกติ
  • Multi – valued คือ ค่าที่เป็นไปได้มากกว่า 1 ค่า เช่น ทำเลที่ตั้งของโรงงานสามารถมีได้มากกว่า 1 แห่ง
  • รูปสัญลักษณ์ที่ใช้จะเป็นรูปวงรีซ้อนกัน 2 รูป โดยจะยกตัวอย่างเช่น
 
Stored และ Derived attribute
  • Stored Attribute จะเป็น Attribute ที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล เช่น วันเกิด ใช้สัญลักษณ์ปกติ
  • Derived Attribute เป็น Attribute ที่เกิดจากการคำนวณ เช่น อายุ เกิดจากการคำนวณวันเกิดกับช่วงเวลาปัจจุบัน
  • รูปสัญลักษณ์ คือ รูปวงรีมีเส้นประรอบ ๆ โดยจะยกตัวอย่าง เช่น
ความสัมพันธ์ (Relationship) 
เอนทิตี้แต่จะต้องมีความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยจะมีชื่อแสดงความสัมพันธ์ร่วมกันซึ่งจะใช้รูปภาพสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมรูปว่าวแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิต
ี้และระบุชื่อความสัมพันธ์ลงในสี่เหลี่ยม ดังตัวอย่างเช่น รูปนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้อาจารย์กับกลุ่มเรียน
        ระดับชั้นของความสัมพันธ์ (Relationships Degree) จะบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ มีดังนี้
  • ความสัมพันธ์เอนทิตี้เดียว (Unary Relationships) หมายถึง เอนทิตี้หนึ่ง ๆ จะมีความสัมพันธ์กับตัวมันเอง
  • ความสัมพันธ์สองเอนทิตี้ (Binary Relationships) หมายถึง เอนทิตี้สองเอนทิตี้จะมีความสัมพันธ์กัน
  • ความสัมพันธ์สามเอนทิตี้(Ternary Relationships) หมายถึง เอนทิตี้สามเอนทิตี้มีความสัมพันธ์กัน


ภาพที่ 10.1 แสดงตัวอย่างของระดับชั้นของข้อความ
การระบุตำแหน่งความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ (Connectivity) 
การระบุตำแหน่งความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ (Connectivity) ว่าเป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Relationships) , แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One to Many Relationships) หรือ แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many to Many Relationships) นั้นจะใช้ Connectivity เพื่อระบุตำแหน่ง 1, M หรือ N ไว้ข้างใดของเอนทิตี้
ภาพที่ 10.2 แสดงความสัมพันธ์แบบ One to One Relationships
จากตัวอย่างนี้ จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับสัญญาเงินกู้ โดยที่นักศึกษาหนึ่งคนทำสัญญาเงินกู้ได้เพียงครั้งเดียว สัญญาการกู้เงินแต่ละฉบับถูกลงชื่อกู้ได้จากหนักศึกษาเพียงคนเดียวเท่านั้น ความสัมพันธ์การกู้เงินที่เชื่อมระหว่างนักศึกษาและสัญญากู้เงินจึงเป็นแบบ 1-1 
ภาพที่ 10.3 แสดงความสัมพันธ์แบบ One to Many Relationships
                จากตัวอย่างนี้ จะประกอบด้วยเอนทิตี้อาจารย์กับเอนทิตี้กลุ่มเรียน มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม หมายความว่า อาจารย์จะสอนได้หลายกลุ่มเรียน แต่ละกลุ่มเรียนจะมีอาจารย์สอนได้เพียงคนเดียวไว้ด้านเอนทิตี้อาจารย์และตัวอักษร M ไว้ด้านเอนทิตี้กลุ่มเรียน
     
ภาพที่ 10.4 แสดงความสัมพันธ์แบบ Many to Many Relationships
                    จากตัวอย่างนี้ ประกอบด้วยเอนทิตี้นักเรียนกับเอนทิตี้วิชาเรียน โดยที่นักศึกษาแต่ละคนลงทะเบียนเรียนวิชาได้มากกว่า 1 วิชา แต่ละวิชามีนักศึกษาได้มากกว่า 1 คน ความสัมพันธ์ขอลการลงทะเบียนของนักศึกษากับวิชาเป็นแบบ N: M
Keys
  • Super Key : Attribute หรือกลุ่มของ Attribute ซึ่งมีค่าแตกต่างกันไปในแต่ละเอนทิตี้ สามารถระบุเอนทิตี้เฉพาะตัวหนึ่ง ๆ ได้
  • Candidate Key : Subset ที่เล็กที่สุดของ Super Key ที่สามารถระบุเฉพาะเอนทิตี้นั้นได้
  • Primary Key : Candidate Key ที่ถูกเลือกให้เป็นตัวระบุหรือ Identity เอนทิตี้เฉพาะตัว
Strong VS Weak Entity Sets
บางครั้งเราอาจพบว่าเอนทิตี้ที่มี (Primary Key) ประกอบจาก Primary Key ของ Entity Set อื่น ๆนั่นคือ เอนทิตี้ไม่มี  Primary Key  หรือ Attribute เพียงพอในการสร้าง  Primary Key ได้ด้วยตนเองเราเรียกเอนทิตี้นี้ว่า Weak Entity Set ดังนั้น หากจะระบุถึงเอนทิตี้นี้ได้จะต้องผูกสัมพันธ์กับบางเอนทิตี้ผ่าน Primary Key เป็นของเอนทิตี้ที่สัมพันธ์กับ Weak Entity ที่มี Primary Key ว่าเป็น Strong Entity Set เราพบว่า Weak Entity นั้นจะต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องแบบ Total Participate กับ Strong Entity เสมอ
ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ของพนักงานและคนในอุปการะ โดยที่คนในอุปการะหนึ่งคนเกี่ยวข้องโดยตรงกับพนักงานหนึ่งคนเท่านั้น แต่พนักงานอาจไม่มีหรือมีมากว่าหนึ่งคนในอุปการะ ซึ่งเราจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Weak กับ Strong Entity จะเป็นแบบกลุ่มต่อหนึ่ง
ภาพที่ 10.5 แสดงความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อหนึ่ง
การแปลง E-R MODEL ให้อยู่ในรูปแบบโครงสร้างฐานข้อมูล
การแปลง E-R MODEL ให้อยู่ในรูปแบบโครงสร้างฐานข้อมูลหรือตารางของข้อมูลมีกฎดังนี้
1.แปลงเอนทิตี้ที่มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง  (One to One Relationships) ไปเป็นตาราง โดยแทนที่หนึ่งเอนทิตี้เป็นหนึ่งตาราง Attribute แต่ละเอนทิตี้เป็นฟิลด์หรือคอลัมน์แต่ละตาราง
2.แปลงเอนทิตี้ที่มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One to Many Relationships) ไปเป็นตาราง โดยด้านเอนทิตี้ที่เป็นตัวเลข 1 นั้นสามารถแปลงเป็นตารางได้ทันที Attribute ของเอนทิตี้นั้นจะเป็นฟิลด์ของตารางทันที ส่วนด้านเอนทิตี้ที่เป็นตัวอักษร M ให้แผลงเอนทิตี้เป็นตารางโดยมี Attribute ของเอนทิตี้ตัวมันเอง และนำคีย์หลักของเอนทิตี้ที่เป็นเลข 1 มาใส่ฟิลด์ของตารางนั้นด้วย
3.แปลงเอนทิตี้ที่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม  (Many to Many Relationships) ไปเป็นตารางโดยสร้างเอนทิตี้กลาง (Composite Entity) เอนทิตี้กลางจะนำคีย์หลักของทั้งสองตารางมาเป็นคีย์หลักของเอนทิตี้กลางด้วย ส่วนเอนทิตี้ทั้งสองที่อยู่ระหว่างเอนทิตี้กลางก็แปลงเป็นตารางได้ โดยนำเอา Attribute ของแต่ละเอนทิตี้ไปเป็นฟิลด์ (ทำตามกฎของความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง)
   
ภาพที่ 10.6 ตัวอย่างของระบบซื้อขายรถยนต์
สัญลักษณ์
ความหมาย
สัญลักษณ์
ความหมาย
Entity set
Discriminator key attribute
Weak entity set
Composite attribute
Relationship set
Derived attribute
Identifying relationship set
Key attribute
Attribute
Multi valued attribute
ภาพที่ 10.7 แสดงสัญลักษณ์ของ E-RMODEL


คำศัพท์  บทที่ 10
การเริ่มต้นโครงการและการศึกษาเบื้องต้น
Entity
วัตถุ หรือวิ่งของที่ราสนใจ
Attribute
คุณสมบัติของวัตถุที่เราสนใจ
Relationship
ความสัมพันธ์ระหว่าง เอนทิตี้
Simple Attribute
Attribute ที่ไม่สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อย
Composite Attribute
Attribute ที่สามารถแยกออกเป็นส่วนย่อย
Single-valued
ค่าของเอนทิตี้ที่สามารถมีได้แค่ค่าเดียว
Multi-valued
ค่าที่เป็นได้มากกว่า 1 ค่า
Stored Attribute
Attribute ที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล
Derived Attribute
Attribute ที่เกิดจากการคำนวณ
Relationships Degree
ระดับชั้นของความสัมพันธ์
Unary Relationships
ความสัมพันธ์เอนทิตี้เดียว
Binary Relationships
ความสัมพันธ์สองเอนทิตี้
Ternary Relationships
ความสัมพันธ์สามเอนทิตี้
Connectivity
การระบุความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้
One to One Relationships
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
One to Many Relationships
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม
Many to Many Relationships
ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม
Super Key
กลุ่มของ Attribute ซึ่งมีค่าแตกต่างกัน
Candidate Key
Subset ที่เล็กที่สุดของ Super Key
Primary Key
Candidate Key ที่ถูกเลือกให้เป็นตัวระบุ
Composite Entity
เอนทิตี้กลาง
Weak Entity
เอนทิตี้ที่ไม่มี Primary Key เป็นของตนเอง
Strong Entity
เอนทิตี้ที่มี Primary Key เป็นของตนเอง