วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์


มนุษย์ชอบอยู่รอบกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยกันและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ร่วมตัวกันก็คือ การใช้ภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกันมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่คล้ายกัน
ในอดีตการรวมตัวเป็นกลุ่มของมนุษย์เพื่อตั้งถิ่นฐานและสร้างบ้านเรือนนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ บางกลุ่มจะเลือกตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่เป็นป่า บางกลุ่มจะเลือกพื้นที่ใกล้แม่น้ำหรือทะเล บางกลุ่มจะเลือกพื้นที่บนภูเขา
มนุษย์ส่วนใหญ่จะเลือกตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีแหล่งน้ำและดินที่อุดมสมบูรณ์ หรือกล่าวโดยสรุปว่า การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอดีตนั้น แต่ละกลุ่มจะพิจารณาเลือกพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การดำรงชีพ ที่ใดมีผลิตผลตามธรรมชาติอย่างเพียงพอ มีสภาพอากาศดี มีอุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมมีน้ำกินน้ำใช้สมบูรณ์ มนุษย์จะตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยกันหนาแน่นมากกว่าในพื้นที่ที่เย็นจัด
ร้อนจัด หรือมีสภาพอากาศที่รุนแรงซึ่งจะมีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนน้อย หรือไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย
การตั้งถิ่นฐานที่มนุษย์ต้องอาศัยผลิตผลจากธรรมชาตินั้น เป็นการตั้งถิ่นฐานที่ไม่ถาวะ เพราะเมื่อใดที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถให้ผลิตผลเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว มนุษย์จะอพยพย้ายถิ่นฐานเดิมไปหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า

ต่อมามนุษย์มีความรู้มากขึ้นจึงสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้หลายอย่าง เพื่อให้การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การสร้างบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ และเครื่องทุ่นแรงต่าง

การที่มนุษย์มารวมกันเป็นกลุ่มเพื่อตั้งถิ่นฐานนั้น เมื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นๆ จะมีผลกระทบต่อส่งิแวดล้อมตามธรรมชาติ ถ้าหากมนุษย์รู้จักแต่จะ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพ และไม่สนใจในการบำรุงดูแลรักษาจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีแต่ความเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ซึ่งจะมีผลต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตรคือให้ผลิตผลไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพคนจำนวนมาก

ดังนั้นความคิดในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในปัจจุบันจึงแตกต่างจากในอดีตที่พิจารณาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเท่านั้น มาเป็นการพิจารณาว่าในที่ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นในชนบท หรือในเมือง ที่สามารถประกอบอาชีพมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว มนุษย์จะไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ ณ ที่นั้น
เช่น ตามชานเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรม จะมีการรวมกลุ่มคนเป็นจำนวนมากเกิดเป็นชุมชนใหม่ขึ้น การตั้งถิ่นฐานในเมืองก็เช่นกัน มนุษย์จะเลือกที่อยู่อาศัย หรือสร้างบ้านเรือนในบริเวณที่ใกล้สถานที่ที่จะประกอบอาชีพถ้าสามารถเลือกได้ ดังนั้นถ้าหากไม่มีการวางแผนการเติบโตของเมืองเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิตได้ เช่น ปัญหามลพิษต่างๆ ปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น

ส่วนการตั้งถิ่นฐานในชนบทนั้น เนื่องจากชนบทมีพื้นที่กว้างขวางมาก การวางแผนทำได้ค่อนข้างยาก รัฐจึงได้จัดรูปแบบของการตั้งถิ่นฐานในชนบทเป็นหลายลักษณะ เช่น การจัดนิคมสร้างตนเอง การจัดปฎิรูปที่ดิน และการจัดหมู่บ้านสหกรณ์ เป็นต้น ประชาชนที่ไปรวมกลุ่มกันอยู่ในโครงการต่างๆ ที่ได้มีการวางแผนที่ดีตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะมีความสุขสบาย มีความสะดวกในการประกอบอาชีพ และจะไม่มีปัญหาใด ๆ ที่รุนแรงจนทำให้ต้งออพยพ ไปหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่กันอีกต่อไป




ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK17/chapter6/chap6.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น